วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

นักบุญยอแซพ



ทุกสิ่งที่เราทราบเกี่ยวกับพระภัสดาของพระนางมารีอา และพระบิดาเลี้ยงของพระเยซูเจ้ามาจากพระคัมภีร์ เรารู้ท่านเป็นช่างไม้และกรรมกร ชาวนาซาเรทที่ไม่เลื่อมใสพูดถึงพระเยซูเจ้า: "นี่ไม่ใช่ลูกช่างไม้หรือ?" (มธ. 13:55) ท่านไม่ร่ำรวย เพราะเมื่อท่านพาพระเยซูเจ้าไปพระวิหาร เพื่อรับศีลตัดและพระนางมารีอาไปทำพิธีชำระให้สะอาดบริสุทธิ์ ท่านถวายเครื่องบูชาแด่พระเป็นเจ้าเป็นนกพิราบสองตัว อนุญาตสำหรับคนจนที่ไม่มีเงินซื้อลูกแกะ (ลก. 2:24)
ถึงแม้งานของท่านต้องใช้แรงกายและรายได้พอประทังชีวิตวันต่อวัน นักบุญยอเซฟมีเชื้อสายของดาวิดกษัตริย์ของอิสราเอล (มธ 1:1-16 และ ลก 3:23-38) เมื่อเทวดามาบอกท่านถึงพระเยซูเจ้าและทักทายท่านว่า: "บุตรของดาวิด" ซึ่งเป็นพระนามที่ใช้เรียกพระเยซูเจ้าด้วย
เรารู้นักบุญยอเซฟเป็นคนที่มีใจเมตตากรุณาและห่วงใยความทุกข์สุขของผู้อื่น เมื่อท่านพบว่าพระนางมารีอาตั้งครรภ์หลังจากทั้งสองได้หมั้นกัน ท่านรู้แก่ใจเด็กในท้องไม่ใช่ลูกของท่าน ในเวลานั้นท่านยังไม่ทราบเลยว่าพระนางมารีอาอุ้มท้องพระบุตรของพระเป็นเจ้า ท่านได้วางแผนหย่าขาดกับพระนางตามกฎหมายอย่างเงียบๆ แต่ท่านเป็นห่วงถึงความทุกข์ยากและความปลอดภัยของพระนาง ท่านได้รู้ว่าหญิงที่ถูกกล่าวหามีชู้โทษประหารชีวิตโดยการทุ่มด้วยก้อนหิน ดังนั้นท่านได้ตัดสินใจหย่ากับพระนางอย่างเงียบๆ เพราะท่านไม่ต้องการทำให้พระนางอับอายขายหน้าหรือได้รับการทารุณกรรมที่โหดร้าย (มธ 1:19-25)
เรารู้นักบุญยอเซฟเป็นคนที่มีความเชื่อมั่นคง และนบนอบพระเป็นเจ้า ไม่ว่าอะไรก็ตามที่พระองค์ทรงขอร้องให้ท่านทำ โดยไม่รู้ว่าผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไร เมื่อเทวดามาหานักบุญยอเซฟในความฝัน และบอกท่านความจริงถึงเด็กที่อยู่ในท้องของพระนางมารีอา ทันทีโดยไม่มีข้อสงสัยหรือกลัวคนนินทานักบุญยอเซฟรับพระนางมารีอาเป็นภรรยา
เมื่อเทวดามาหาท่านอีกครั้งเพื่อบอกว่าครอบครัวของท่านตกอยู่ในอันตราย ทันทีท่านทิ้งทุกสิ่งที่ท่านเป็นเจ้าของ ญาติพี่น้องและเพื่อนฝูง และหลบหนีไปอยู่ต่างแดนพร้อมด้วยภรรยาและลูก ท่านรออยู่ที่อียิปต์ โดยไม่มีคำถาม จนกระทั่งเทวดามาบอกท่านว่าปลอดภัยแล้วกลับบ้านได้ (มธ 2:13-23)
เรารู้นักบุญยอเซฟรักพระเยซูเจ้า ท่านห่วงใยความปลอดภัยของพระองค์ ผู้ซึ่งอยู่ในความดูแลของท่าน ท่านไม่เพียงทิ้งบ้านเพื่อพิทักษ์รักษาพระเยซูเจ้า แต่ท่านกลับมาตั้งหลักแหล่งในเมืองนาซาเรธที่ซึ่งไม่ค่อยมีคนรู้จัก เพราะกลัวพระองค์ถูกปลงพระชนม์ เมื่อพระเยซูเจ้าอยู่ในพระวิหาร นักบุญยอเซฟกับพระนางมารีอาได้ค้นหาพระองค์ด้วยความวิตกกังวลอย่างใหญ่หลวงเป็นเวลาสามวัน (ลก 2:48) เรารู้ด้วยว่านักบุญยอเซฟรักพระเยซูเจ้าเหมือนลูกของตัวเอง เพราะชาวนาซาเรธพูดถึงพระเยซูเจ้าซ้ำไปซ้ำมาว่า "นี่ไม่ใช่ลูกยอเซฟหรือ?" (ลก 4:22)
เรารู้นักบุญยอเซฟเคารพรักพระเป็นเจ้า ท่านนบนอบพระบัญญัติของพระองค์ในการแก้ไขสถานการณ์ของพระนางมารีอา และในการไปกรุงเยรูซาเลม เพื่อพระเยซูเจ้าจะได้รับศีลตัด และพระนางมารีอาจะได้รับการชำระให้สะอาดบริสุทธิ์หลังคลอดบุตร เราทราบว่าท่านได้พาครอบครัวไปกรุงเยรูซาเลมทุกปีเพื่อฉลองปัสกา ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายๆ สำหรับคนที่ต้องทำงานตลอดเวลา
เนื่องจากนักบุญยอเซฟไม่เคยปรากฏตัวให้เห็นในชีวิตแพร่ธรรมของพระเยซูเจ้า การสิ้นพระชนม์ของพระองค์ หรือการกลับเป็นขึ้นมาของพระองค์ นักประวัติศาสตร์หลายคนเห็นพ้องกันว่านักบุญยอเซฟได้สิ้นใจก่อนที่พระเยซูเจ้าออกเทศนา
นักบุญยอเซฟเป็นองค์อุปถัมภ์คนที่จวนจะสิ้นใจ สมมุติท่านหมดลมหายใจก่อนพระเยซูเจ้าออกเทศนา ท่านต้องสิ้นใจในอ้อมแขนของพระเยซูเจ้าและของพระนางมารีอาอย่างแน่นอนที่สุด ซึ่งเป็นความปรารถนาของเราทุกคนเมื่อลาจากโลกนี้
นักบุญยอเซฟอุปถัมภ์พระศาสนจักสากล บิดา ช่างไม้ กรรมกร คนที่จวนจะสิ้นใจ และความเสมอภาคในสังคม
เราฉลองนักบุญยอเซฟปีละสองครั้ง วันที่ ๑๙ มีนาคมฉลองนักบุญยอเซฟ พระภัสดาของพระนางพรหมจารีมารีอา และวันที่ ๑ พฤษภาคมฉลองนักบุญยอเซฟ กรรมกร
มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราอยากรู้เกี่ยวกับนักบุญยอเซฟ ท่านเกิดที่ไหน เมื่อไหร่ และใช้ชีวิตอย่างไร ท่านตายเมื่อไหร่และอย่างไร แต่พระคัมภีร์ได้ให้เราความรู้อันหนึ่งที่สำคัญมาก: "ท่านคือผู้ทรงธรรม" (มธ 1:18)
ให้เราภาวนา นักบุญยอเซฟ ผู้ทรงธรรมและองค์อุปถัมภ์พระศาสนจักรสากล โปรดเฝ้าพิทักษ์พระศาสนจักรของเรา เหมือนอย่างที่ท่านเฝ้าพิทักษ์พระเยซูคริสตเจ้า กรุณาช่วยปกป้อง คุ้มครอง รักษา และชี้ทางให้พระศาสนจักร เหมือนอย่างที่ท่านเอาใจใส่ทนุถนอมลูกเลี้ยงของท่าน อาแมน
บทสวดขอนักบุญยอเซฟให้ตายในศีลในพระพรของพระเป็นเจ้า
นักบุญยอเซฟ ผู้เปี่ยมด้วยพระสิริมงคล ข้าพเจ้าอ้อนวอนท่านเป็นองค์อุปถัมภ์พิเศษของข้าพเจ้าในชีวิตนี้และในเวลาใกล้ตาย กรุณาขอพระเป็นเจ้าประทานแก่ข้าพเจ้าจิตภาวนาที่ร้อนรน ข้าพเจ้าจะได้รับใช้พระองค์อย่างศรัทธา กรุณาช่วยข้าพเจ้าละทิ้งบาปทุกชนิด ข้าพเจ้าจะได้ดำรงชีวิตอย่างศักดิ์สิทธิ์ กรุณาขอพระเป็นเจ้าอย่าให้ข้าพเจ้าสิ้นใจโดยไม่รู้ตัว


วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

รักแรกพบ

3 สิ่ง ที่จะยืนยันว่า รักแรกพบของคุณ เป็นเรื่องจริง
บางครั้ง การที่เราไม่เคยเจอกับตัวเอง เราก็อาจจะไม่เชื่อว่า รักแรกพบนั้นมีอยู่จริง เรามักจะคิดว่า รักแรกพบนั้นเป็นเพียงอารมณ์หลงชั่ววูบ จากการที่เราได้พบใครสักคนหนึ่ง ที่ดูสวย, หล่อ หรือน่าสนใจ เมื่อแรกเห็น แต่รักแรกพบมีอยู่จริง และเกิดขึ้นมาตั้งแต่ในอดีต หลายร้อย หลายพันปีมาแล้ว... ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์เกี่ยวกับรักแรกพบ มีบันทึกเอาไว้หลากหลายรูปแบบ ทั้ง เรื่องเล่าจากปากสู่ปาก งานศิลปะ หนังสือ ดนตรี บทกวี การละคร ภาพยนตร์ และในปัจุบัน คนโดดเดี่ยวหลายล้านคน ก็ยังรอคอยที่จะได้พบกับรักแรกพบ เข้าสักวัน แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร ว่าเรากำลังตกอยู่ในห้วงเวลาแห่งรักแรกพบ? 3 ข้อด้านล่างนี้ คือความจริง ที่จะบอกว่า คุณได้พบกับรักแรกพบอย่างแท้จริงเข้าให้แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น มีความหมายมากกว่า การเกิดอารมณ์ความรู้สึกหลงไหล หรือเพียงแค่อาการตื่นเต้น หัวใจสูบฉีดอย่างรุนแรงชั่วขณะ 1. คุณรู้สึกว่า ไม่จำเป็น ที่จะต้องรีบร้อนมีเซ็กส์ หากความรู้สึกเมื่อแรกพบของคุณ สื่อความต้องการออกมา เป็นเรื่องของความต้องการทางด้านร่างกาย คุณรู้สึกรีบร้อน กระวนกระวายใจ นี่ไม่ใช่ “รักแรกพบ” แต่จัดเป็น “หลงแรกพบ” มากกว่า ในทางตรงกันข้าม หากคุณรู้สึกว่า สามารถควบคุมแรงกระตุ้นทางด้านร่างกาย ได้อย่างง่ายดาย และคุณมีความรู้สึกว่า ต้องการที่จะรู้จักคนๆ นั้นให้มากขึ้น โดยค่อยๆ ทำความรู้จักไปที่ละนิด อย่างช้าๆ นี่ละ! รักแรกพบ และความรู้สึกเช่นนี้ ก็จะช่วยให้ คุณสามารถจัดการกับทุกอย่างได้อย่างลงตัว 2. คุณเห็นมุม ที่คนอื่นๆ มองไม่เห็น ในตัวของคนๆ นั้น คนอื่นๆ จะมองบุคลิกภาพ หรือลักษณะภายนอก ซึ่งทุกๆ คน สามารถมองเห็น และรู้สึกประทับใจ ได้เช่นเดียวกัน แต่ทว่า รักแรกพบ หรือการรักใครสักคน คุณจะสามารถมองเห็นไปได้ไกลกว่านั้นอีก เช่นสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนในตัวของคนๆ นั้น หรืออะไรสักอย่าง ที่คนอื่นๆ ไม่ได้สังเกต หากคุณพบว่า ตัวเองสังเกตเห็น คุณค่าที่น่าประทับใจบางอย่าง จากคนๆ นั้น ซึ่งแม้แต่เพื่อนสนิทของคุณ ก็ไม่สามารถสังเกตเห็น นั่นแสดงว่า คุณได้พบกับรักแรกพบเข้าให้แล้ว (อ่านบทความ การออกเดท ความรัก ความสัมพันธ์ ได้ที่ http://www.NadDate.com และทางโทรศัพท์มือถือในระบบ AIS(GSM/1-2-call) ผ่านทาง http://wap.mobilelife.co.th เลือกเมนู Chat / Community สำหรับผู้ที่ต้องการนำเรื่องไปใช้ กรุณาให้เครดิตที่มา จาก NadDate.com ค่ะ)3. คุณต้องการเรียนรู้ทุกๆ สิ่ง เกี่ยวกับคนๆ นั้น เท่าที่คุณจะสามารถทำได้สำหรับประเด็นในเรื่องนี้ จริงๆ แล้ว อาจจะเกิดขึ้นได้ ในกรณี “หลงแรกพบ” ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม หาก 2 ข้อ ที่ผ่านมา ชี้ชัดๆ แล้วว่า คุณมีความรู้สึกตามนั้น ดังนั้นแล้ว ข้อ 3 นี้ จะเป็นตัวตัดสิน และทำให้คะแนนเป็นเอกฉันท์ และได้ผลสรุปออกมาว่า คุณได้เจอกับรักแรกพบเข้าให้แล้วจริงๆ การรักใครสักคน หมายถึงความต้องการ ที่จะเรียนรู้ทุกๆ สิ่งๆ ที่คนๆ นั้นใช้ในการดำเนินชีวิต ตั้งแต่ สิ่งที่ชอบ สิ่งที่ไม่ชอบ และประสบการณ์ชีวิต ในเรื่องต่างๆ และการตั้งใจเรียนรู้กันไปอย่างช้าๆ ด้วยความเข้าใจ จะพัฒนารักแรกพบ ไปสู่ชีวิตคู่ที่โรแมนติก แบบยาวนานต่อไป

ความหมายดอกกุหลาบ

ความหมาย “ดอกกุหลาบ” กุหลาบแดง ไม่ใช่แค่เพียงบอกว่า ฉันรักเธอ, ผมรัก คุณ ธรรมดาๆ เท่านั้น แต่ลึกลงไปถึง รักความดีงามภายในใจ ของเขาและเธอ คือ ความรัก ความปราถนา ความเคารพ กุหลาบแดงเข้ม(สีเหมือน ไวน์แดง) แทนคำว่า "เธอช่างสวยเหลือเกิน" คือ ความงามที่เจ้าตัวไม่ ตระหนัก กุหลาบสีขาว บอกว่า "ฉันรักเธอด้วยใจบริสุทธิ์ ไม่หวังสิ่งใดตอบแทน"คือ ความบริสุทธิ์ ไม่มีสิ่งใดแอบแฝงกุหลาบสีชมพู โดยทั่วๆไป จะหมายถึง ความอ่อนโยน คือ ความสุข ความชื่นชม มิตรภาพกุหลาบสีชมพูอ่อน แสดงความขอบคุณ คือ ความนิ่มนวล ความร่าเริง และความชื่นชม กุหลาบสี ชมพู เข้ม ให้ความหวังว่าแค่ชอบๆ เท่านั้น คือ ความรู้สึกสำนึกบุญ คุณกุหลาบสีเหลือง บอกถึง ความแคร์และห่วงใย ที่จะรักใครสักคน คือ มิตรภาพ ความห่วงใย ความยินดี หรือ ความเป็นอิสระกุหลาบสีส้ม บ่งบอกถึงความใคร่และความ ต้องการ คือ การแสดงความกระตือรือร้น และความตื่นตาตื่นใจกุหลาบสีม่วง คือ ความรักแรกพบ และ ความมีเสน่ห์หา กุหลาบแดงและขาวรวมกัน สื่อความหมายให้รู้ว่า "สองเราเป็นหนึ่งเดียวกัน" คือ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียว กันกุหลาบแดงและเหลืองรวมกัน คือ ยินดีด้วย

ตำนานดอกกุหลาบ

ตำนานดอกกุหลาบในเมืองไทย
กุหลาบมาจากคำว่า "คุล" ในภาษาเปอร์เชีย แปลว่า "สีแดง ดอกไม้ หรือดอกกุหลาบ" และเข้าใจว่าจากเปอร์เซียได้แพร่เข้าไปในอินเดีย เพราะในภาษาฮินดีมีคำว่า "คุล" แปลว่า "ดอกไม้" และคำว่า "คุลาพ" หมายถึงกุหลาบอย่างที่ไทยเราเรียกกัน แต่ออกเสียงเป็น "กุหลาบ" ส่วนคำว่า "Rose" ในภาษาอังกฤษนั้นมาจากคำว่า "Rhodon" ที่แปลว่ากุหลาบในภาษากรีก กุหลาบเข้ามาเมืองไทยสมัยใดไม่ทราบแน่ชัด แต่จากบันทึกของ ลา ลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศสในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช บันทึกไว้ว่าได้เห็นกุหลาบที่กรุงศรีอยุธยา และที่แน่นอนอีกแห่งก็คือ ในกาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศกสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นพระนิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ กล่าวถึงกุหลาบไว้ว่า
กุหลาบกลิ่นเฟื่องฟุ้งหอมรื่นชื่นชมสองนึกกระทงใส่พานทองหยิบรอจมูกเจ้า

เนืองนองสังวาสก่ำเก้าบ่ายหน้าเบือนเสีย
สำหรับตำนานดอกกุหลาบของไทยเล่ากันว่า เป็นบทละครพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 6 เรื่อง มัทนะพาธา ในเรื่องเล่าถึงเทพธิดาองค์หนึ่งชื่อ "มัทนา" ซึ่งนางได้มีเทพบุตรองค์หนึ่งชื่อ "สุเทษณะ" ซึ่งพระองค์ทรงหลงรักเทพธิดา "มัทนา" มากแต่นางไม่มีใจรักตอบ จึงถูกสาบให้ไปเกิดเป็นดอกกุหลาบ จึงกลายเป็นตำนานดอกกุหลาบแต่นั้นมา
กุหลาบขาว กับ กุหลาบแดง สีไหนเกิดก่อน ?
มีหลายตำนานเล่าถึงการเกิดกุหลาบสีขาวและกุหลาบสีแดงไว้แตกต่างกัน ตำนานหนึ่งเล่าว่า กุหลาบขาว เกิดขึ้นก่อน กุหลาบแดง เดิมทีมีนกไนติงเกลตัวหนึ่งมาหลงรักเจ้าดอกกุหลาบขาวแสนสวย ขณะที่มันกำลังจะโอบกอดดอกกุหลาบด้วยความรักนั้นเอง หนามกุหลาบก็ทิ่มแทงที่หน้าอกของมัน หยดเลือดของเจ้านกไนติงเกลเลยทำให้ดอกกุหลาบสีขาวกลายเป็นสีแดง เลยมีดอกกุหลาบสีแดงนับแต่นั้นเป็นต้นมา ส่วนอีกตำนานหนึ่งก็เล่าว่ากุหลาบสีแดงใน สวนอีเดน เกิดจาการจุมพิตของ อีฟ เจ้าดอกกุหลาบขาวที่หญิงสาวจุมพิต เลยเกิดอาการขวยเขินจึงเปลี่ยนเป็นสีแดง นอกจากนี้ ความหมายของความรักในศาสนาคริสต์ ถือว่ากุหลาบสีขาวแทนความบริสุทธิ์ของ พระแม่มาเรีย และกุหลาบสีแดงเกิดจากหยาดพระโลหิตของ พระเยซูเจ้า เมื่อถูกสวมมงกุฎหนาม มันจึงเป็นสัญลักษณ์ของผู้ประกาศศาสนาที่พลีชีพเพื่อพระผู้เป็นเจ้า
สีกุหลาบสื่อความหมาย
ในวันวาเลนไทน์ ซึ่งเป็นวันแห่งความรัก ดอกกุหลาบถือเป็นสัญลักษณ์ และของกำนัลของวันนี้ ดังนั้นเวลาที่คิดจะให้ดอกกุหลาบแก่ใครสักคน เราก็น่าจะรู้ความหมายของสีอันเป็นสื่อความหมายของดอกกุหลาบไว้บ้างก็น่าจะดี ซึ่งก็จะมีความดังนี้
สีแดง สื่อความหมายถึง ความรักและความปราถนา เป็นดอกไม้ของกามเทพ คิวปิด และอีรอส เป็นสิ่งนำโชคนำความรักมาให้แก่หญิงหรือชายที่ได้รับ
สีชมพู สื่อความหมายถึง ความรักที่มีความสุขอย่างสมบูรณ์
สีขาว สื่อความหมายถึง ความมีเสน่ห์ ความบริสุทธิ์ มิตรภาพ และความสงบเงียบ และนำโชคมาให้แก่หญิงหรือชายเช่นเดียวกับกุหลาบแดง
สีเหลือง สื่อความหมายถึง เราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเสมอนะ
สีขาวและแดง สื่อความหมายถึง ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
กุหลาบตูม สื่อความหมายถึง ความงามและความเยาว์วัย
ช่อกุหลาบสื่อความหมาย

จำนวนดอกกุหลาบในช่อก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สื่อความหมายได้เช่นกัน และในวันวาเลนไทน์หรือวันไหนๆ ถ้าคุณได้ช่อดอกกุหลาบจากใครสักคน เค้าคนนั้นอาจกำลังต้องการสื่อความหมายอะไรบางอย่างให้คุณรู้ก็เป็นได้
จำนวนดอกกุหลาบ1237910111213152021364099100101108 999
ความหมายรักแรกพบแสดงความรู้สึกที่ดีให้กันฉันรักเธอคุณทำให้ฉันหลงเสน่ห์เราสองคนจะรักกันตลอดไปคุณเป็นคนที่ดีเลิศคุณเป็นสมบัติชิ้นที่มีค่าชิ้นเดียวของฉันขอให้เธอเป็นคู่ของฉันเพียงคนเดียวเพื่อนแท้เสมอฉันรู้สึกเสียใจจริงๆฉันมีความจริงใจต่อเธอชีวิตินี้ฉันมอบเพื่อเธอฉันยังจำความหลังอันแสนหวานความรักของฉันเป็นรักแท้ฉันรักเธอจนวันตายฉันอุทิศชีวิตนี้เพื่อเธอฉันมีคุณเพียงคนเดียวเท่านั้นคุณจะแต่งงานกับฉันไหมฉันจะรักคุณจนวินาทีสุดท้าย

วันวาเลนไทน์

ประวัติ

วันวาเลนไทน์นั้นมีมาตั้งแต่สมัยจักรวรรดิโรมัน ในกรุงโรมสมัยก่อนนั้น วันที่ 14 กุมภาพันธ์ จะเป็นวันเฉลิมฉลองของจูโน่ซึ่งเป็นราชินีแห่งเหล่าเทพและเทพธิดาของโรมัน ชาวโรมันรู้จักเธอในนามของเทพธิดาแห่ง อิสตรีและการแต่งงาน และในวันถัดมาคือวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ก็จะเป็นวันเริ่มต้นงานเลี้ยงของ Lupercalia การดำเนินชีวิตของเด็กหนุ่มและเด็กสาวในสมัยนั้นจะถูกแยกจากกันอย่างเด็ดขาด แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีประเพณี อย่างนึง ซึ่งเด็กหนุ่มสาวยังสืบทอดต่อกันมา คือ คืนก่อนวันเฉลิมฉลอง Lupercalia นั้นชื่อของเด็กสาวทุกคนจะถูกเขียนลงในเศษกระดาษเล็ก ๆ และจะใส่เอาไว้ในเหยือก เด็กหนุ่มแต่ละคนจะดึงชื่อของเด็กสาวออกจากเหยือก แล้วหลังจากนั้นก็จะจับคู่กันในงานเฉลิมฉลอง บางครั้งการจับคู่นี้ ท้ายที่สุดก็จะจบลงด้วยการที่เด็กหนุ่มและเด็กสาวทั้งสองนั้นได้ตกหลุมรักกันและแต่งงานกันในที่สุด
ภายใต้การปกครองของจักรพรรดิคลอดิอุสที่สอง (Claudius II) นั้น กรุงโรมได้เกิดสงครามหลาย ครั้ง และคลอดิอุสเองก็ประสบกับปัญหาในการที่จะหาทหารจำนวนมากมายมหาศาลมาเข้าร่วมในศึกสงคราม และเขาเชื่อว่าเหตุผลสำคัญก็คือ ผู้ชายโรมันหลายคนไม่ต้องการจากครอบครัวและคนอันเป็นที่รักไป และด้วยเหตุผลนี้เอง ทำให้จักรพรรดิคลอดิอุสประกาศให้ยกเลิกงานแต่งงานและงานหมั้นทั้งหมดในกรุงโรม ถึงกระนั้นก็ตาม ยังมีนักบุญผู้ใจดีคนหนึ่งซึ่งชื่อว่า ท่านนักบุญวาเลนไทน์ ท่านเป็นพระที่กรุงโรมในสมัยของจักรพรรดิคลอดิอุสที่สอง ท่านนักบุญวาเลนไทน์และนักบุญมาริอุส ได้จัดตั้งกลุ่มองค์กรเล็ก ๆ เพื่อช่วยเหลือชาวคริสเตียนที่ตกทุกข์ได้ยากเหล่านี้ และได้จัดให้มีการแต่งงานของคู่รักอย่างลับ ๆ ด้วย
และจากการกระทำเหล่านี้เอง ทำให้นักบุญวาเลนไทน์ถูกจับและถูกตัดสินประหารโดยการตัดศีรษะ ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ประมาณปีคริสต์ศักราชที่ 270 ซึ่งถือเป็นวันที่ท่านได้ทนทุกข์ทรมานและเสียสละเพื่อเพื่อนมนุษย์

นักบุญวาเลนไทน์

นักบุญวาเลนไทน์
นักบุญวาเลนไทน์ ทำให้จักรพรรดิที่โรมเกิดความสำนึก และผู้พิพากษาได้กลับใจมาเป็นคาทอลิกเพราะท่านนักบุญทำให้บุตรสาวของเขาหาย จากตาบอด
วา เลนไทน์ บวชเป็นพระสงฆ์ที่กรุงโรมและได้เป็นพระสังฆราชในเวลาต่อมา ท่านได้ถูกจับโดยคำสั่งของจักรพรรดิโกลดิโอ ที่ 2 เพราะท่านขึ้นชื่อลือเด่นในทางบำเพ็ญฤทธิ์กุศลหลายประการ ขั้นแรกจักรพรรดิทรงซักถามวาเลนไทน์ด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่ต่อมาทรงรู้สึกสนพระทัยในคำสอนของคริสตัง ในที่สุดพระองค์ตรัสว่า :“คำสอนของบุรุษผู้นี้ฟังแล้วจับใจจริง ๆ “ แต่ในขณะที่พระองค์ทรงเริ่มมีความเชื่อ ท่านผู้ว่าราชการกรุงโรมก็จัดให้ผู้พิพากษานายหนึ่งเข้ามาซักถามท่านวาเลนไทน์ ผู้พิพากษาคนนี้เยาะเย้ยท่านในเรื่องที่คริสตังชอบกล่าวว่า “พระคริสต์ทรงเป็นองค์ความสว่างของโลก”
ลูกสาวของผู้พิพากษาคนนี้ตาบอด วาเลนไทน์ได้ทำอัศจรรย์ให้หายได้ อัสเตริอุส ผู้พิพากษาจึงกลับใจเชื่อถึงพระเยซูคริสตเจ้า เมื่อเห็นดังนั้น ท่านผู้ว่าราชการเกิดความอิจฉา และต้องการกำจัดท่านวาเลนไทน์ จึงจับท่านวาเลนไทน์ไปขังไว้ในคุกมืด แล้วใช้ไม้เป็นปุ่มเป็นตาเฆี่ยนท่านอย่างสาหัส ที่สุดก็นำท่านไปตัดศีรษะ นักบุญวาเลนไทน์เป็นองค์อุปถัมภ์ของชาวเมืองตารัสก็อง(ภาคใต้ของฝรั่งเศส)

การส่งดอกไม้วันวาเลนไทน์
มนุษย์ได้ใช้ดอกไม้เป็นสื่อในการแสดงความรักต่อกันมานานแล้ว เราอาจจะคิดว่าดอกไม้เป็นสิ่งที่สามารถใช้สื่อความหมายเฉพาะความรักของหนุ่มสาวเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วดอกไม้แต่ละชนิดสามารถสื่อความรักได้หลายรูปแบบ ทั้งยังไม่จำกัดอายุและเพศอีกด้วย
กุหลาบแดง (Red Rose) : จะใช้ในความหมายแทน ประโยคที่ว่า "ฉันรักเธอ"
กุหลาบขาว (White Rose) : กุหลาบขาวแทนความหมายแห่งความรักอันบริสุทธิ์
กุหลาบชมพู (Pink Rose) : มักถูกใช้แทนความรักแบบโรแมนติก และความเสน่หาต่อกัน
กุหลาบเหลือง (Yellow Rose) : สีเหลืองเป็นสีแห่งความสดใส แทนความรักแบบเพื่อน

วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ประวัติความเป็นมาคอมพิวเตอร์

ประวัติความเป็นมาคอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้เป็นผลมาจากการประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมือในการคำนวณซึ่งมีวิวัฒนาการนานมาแล้ว เริ่มจากเครื่องมือในการคำนวณเครื่องแรกคือ "ลูกคิด" (Abacus) ที่สร้างขึ้นในประเทศจีน เมื่อประมาณ 2,000-3,000 ปีมาแล้วจนกระทั่งในปี พ.ศ. 2376 นักคณิตศาสต์ชาวอังกฤษ ชื่อ ชาร์ล แบบเบจ (Charles Babbage) ได้ประดิษฐ์เครื่องวิเคราะห์ (Analytical Engine) สามารถคำนวณค่าของตรีโกณมิติ ฟังก์ชั่นต่างๆ ทางคณิตศาสตร์ การทำงานของเครื่องนี้แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนเก็บข้อมูล ส่วนคำนวณ และส่วนควบคุม ใช้ระบบพลังเครื่องยนต์ไอน้ำหมุนฟันเฟือง มีข้อมูลอยู่ในบัตรเจาะรู คำนวณได้โดยอัตโนมัติ และเก็บข้อมูลในหน่วยความจำ ก่อนจะพิมพ์ออกมาทางกระดาษหลักการของแบบเบจนี้เองที่ได้นำมาพัฒนาสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ เราจึงยกย่องให้แบบเบจเป็น บิดาแห่งเครื่องคอมพิวเตอร์หลังจากนั้นเป็นต้นมา ได้มีผู้ประดิษฐ์เครื่องคอมพิวเตอร์ขึ้นมามากมายหลายขนาด ทำให้เป็นการเริ่มยุคของคอมพิวเตอร์อย่างแท้จริง โดยสามารถจัดแบ่งคอมพิวเตอร์ออกได้เป็น 5 ยุคยุคที่หนึ่ง (First Generation Computer) พ.ศ. 2489-2501ยุคที่สอง (Second Generation Computer) พ.ศ. 2502-2506ยุคที่สาม (Third Generation Computer) พ.ศ. 2507-2512ยุคที่สี่ (Fourth Generation Computer) พ.ศ. 2513-2532ยุคที่ห้า (Fifth Generation Computer) พ.ศ. 2533 จนถึงปัจจุบัน

การป้องกันไข้หวัด2009

การป้องกันไข้หวัด2009

ปัจจุบันการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ (เอช1 เอ็น1) กำลังขยายตัวไปทั่วโลก และขณะนี้ประเทศไทยพบการระบาดภายในประเทศแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานศึกษา และสถานประกอบการ ซึ่งอาจแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้มีอาการคล้ายกันกับไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ธรรมดา ส่วนใหญ่มีอาการน้อยและหายได้โดยไม่ต้องรับการรักษาที่โรงพยาบาลสำหรับผู้ป่วยจำนวนไม่มากในต่างประเทศที่เสียชีวิต มักเป็นผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคปอด หอบหืด โรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน เป็นต้น ผู้มีภูมิต้านทานต่ำ โรคอ้วน ผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปี เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และหญิงมีครรภ์สำหรับวิธีการติดต่อและวิธีการป้องกันโรค จะคล้ายกับไข้หวัดใหญ่ธรรมดา กระทรวงสาธารณสุข จึงขอให้คำแนะนำในการป้องกันและควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ (เอช1 เอ็น1) ดังต่อไปนี้คำแนะนำสำหรับประชาชนทั่วไป1. ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้แอลกอฮอล์เจลทำความสะอาดมือ2. ไม่ใช้แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ ช้อนอาหาร ผ้าเช็ดมือ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ร่วมกับผู้อื่น3. ไม่ควรคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการไข้หวัด4. รักษาสุขภาพให้แข็งแรง ด้วยการกินอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ดื่มน้ำมากๆ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ5. ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนแออัดและอากาศถ่ายเทไม่ดีเป็นเวลานาน โดยไม่จำเป็น6. ติดตามคำแนะนำอื่นๆ ของกระทรวงสาธารณสุขอย่างใกล้ชิดคำแนะนำสำหรับผู้ป่วยไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่1. หากมีอาการป่วยไม่รุนแรง เช่น ไข้ไม่สูง ไม่ซึม และรับประทานอาหารได้ สามารถรักษาตามอาการด้วยตนเองที่บ้านได้ ไม่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาล ควรใช้พาราเซตามอลเพื่อลดไข้ (ห้ามใช้ยาแอสไพริน) นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำมากๆ2. ควรหยุดเรียน หยุดงาน จนกว่าจะหายเป็นปกติ และหลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิด หรือใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น3. สวมหน้ากากอนามัยเมื่อจำเป็นต้องอยู่กับผู้อื่น หรือใช้กระดาษทิชชู ผ้าเช็ดหน้า ปิดปากและจมูกทุกครั้งที่ไอ จาม4. ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้แอลกอฮอล์เจลทำความสะอาดมือ โดยเฉพาะหลังการไอ จาม5. หากมีอาการรุนแรง เช่น หายใจลำบาก หอบเหนื่อย อาเจียนมาก ซึม ควรรีบไปพบแพทย์คำแนะนำสำหรับสถานศึกษา1. แนะนำให้นักเรียนที่มีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ พักรักษาตัวที่บ้านหรือหอพัก หากมีอาการป่วยรุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์2. ตรวจสอบจำนวนนักเรียนที่ขาดเรียนในแต่ละวัน หากพบขาดเรียนผิดปกติ หรือตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปในห้องเรียนเดียวกัน และสงสัยว่าป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ให้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ เพื่อสอบสวนและควบคุมโรค3. แนะนำให้นักเรียนที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ เฝ้าสังเกตอาการของตนเองเป็นเวลา 7 วัน ถ้ามีอาการป่วยให้หยุดพักรักษาตัวที่บ้าน4. หากสถานศึกษาสามารถให้นักเรียนที่มีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ทุกคนหยุดเรียนได้ ก็จะป้องกันการแพร่กระจายเชื้อได้ดี และไม่จำเป็นต้องปิดสถานศึกษา แต่หากจะพิจารณาปิดสถานศึกษา ควรหารือร่วมกันระหว่างสถานศึกษากับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่5. ควรทำความสะอาดอุปกรณ์ สิ่งของ เครื่องใช้ที่มีผู้สัมผัสจำนวนมาก เช่น โต๊ะเรียน ลูกบิดประตู โทรศัพท์ ราวบันได คอมพิวเตอร์ ฯลฯ โดยการใช้น้ำผงซักฟอกเช็ดทำความสะอาดอย่างน้อยวันละ 1 - 2 ครั้ง จัดให้มีอ่างล้างมือ น้ำและสบู่อย่างเพียงพอ ในบางวันควรเปิดประตูหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก และแสงแดดส่องได้ทั่วถึงคำแนะนำสำหรับสถานประกอบการและสถานที่ทำงาน1. แนะนำให้พนักงานที่มีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ พักรักษาตัวที่บ้าน หากมีอาการป่วยรุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์2. ตรวจสอบจำนวนพนักงานที่ขาดงานในแต่ละวัน หากพบขาดงานผิดปกติ หรือตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปในแผนกเดียวกัน และสงสัยว่าป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ให้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ เพื่อสอบสวนและควบคุมโรค3. แนะนำให้พนักงานที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ เฝ้าสังเกตอาการของตนเองเป็นเวลา 7 วัน ถ้ามีอาการป่วยให้หยุดพักรักษาตัวที่บ้าน4. ในสถานการณ์ปัจจุบัน ยังไม่แนะนำให้ปิดสถานประกอบการหรือสถานที่ทำงาน เพื่อการป้องกันการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่5. ควรทำความสะอาดอุปกรณ์ สิ่งของ เครื่องใช้ ที่มีผู้สัมผัสจำนวนมาก เช่น โต๊ะทำงาน ลูกบิดประตู โทรศัพท์ ราวบันได คอมพิวเตอร์ ฯลฯ โดยการใช้น้ำผงซักฟอกทั่วไปเช็ดทำความสะอาดอย่างน้อยวันละ 1 - 2 ครั้ง จัดให้มีอ่างล้างมือ น้ำและสบู่อย่างเพียงพอ ในบางวันควรเปิดประตู หน้าต่างให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก และแสงแดดส่องได้ทั่วถึง6. ควรจัดทำแผนการประคองกิจการในสถานประกอบการและสถานที่ทำงาน เพื่อให้สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง หากเกิดการระบาดใหญ่ (ดูรายละเอียดในเว็บไซต์ของสำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่ กรมควบคุมโรค